• kittitat kitpuangsuwan

เทรนด์ “ผู้สูงวัย” โตไม่หยุด! ธุรกิจเกิดใหม่รุมโกยกำลังซื้อ



ปัจจุบันธุรกิจหลายแขนงต่างให้ความสำคัญกับ "ผู้สูงวัย" เพราะด้วยอัตราการเติบโตของกลุ่มดังกล่าวมีแนวโน้มสูงขึ้น ประกอบกับกำลังการซื้อมีมากขึ้น จึงไม่ใช่เรื่องน่าตกใจเท่าไหร่นักที่เจ้าของธุรกิจอยากที่จะเจาะตลาดกลุ่มสูงวัย แถมยังเป็นไปได้สูงที่จะเป็นประชากรหลักในการทำการตลาดในอนาคตด้วย โดยข้อมูลจาก United Nations Department of Economic and Social Affairs (UNDESA) เคยคาดการณ์ว่าในปี 2030 จำนวนผู้สูงอายุทั่วโลก จะมี 1,402 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปี 2015 ที่มี 901 ล้านคน และในปี 2050 จำนวนประชากรผู้สูงอายุทั่วโลก จะเพิ่มขึ้นเป็น 2,092 ล้านคน

ซึ่งข้อมูลของ UNDESA สอดคล้องกับจำนวนประชากรผู้สูงวัยของประเทศไทยที่มีอัตราการเติบโตสูงขึ้นด้วยเช่นกัน ซึ่งข้อมูลจาก สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ระบุว่า อัตราผู้สูงวัยเติบโตขึ้นทุกปี โดยสามารถแบ่งเปอร์เซนต์ของผู้สูงวัยได้ดังนี้

  • ปี 2015 อัตราส่วนผู้สูงวัยอยู่ที่ 10.616%

  • ปี 2016 อัตราส่วนผู้สูงวัยอยู่ที่ 11.029%

  • ปี 2017 อัตราส่วนผู้สูงวัยอยู่ที่ 11.48%

  • ปี 2018 อัตราส่วนผู้สูงวัยอยู่ที่ 11.963


ส่วนในปี 2019 นี้คาดว่าอัตราส่วนผู้สูงวัยอยู่ที่12.469% และในปี 2030 จะมีสัดส่วนมากถึง 19.119% ดังนั้น สัดส่วนผู้สูงวัย สะท้อนถึงความต้องการทั้งสินค้า และบริการเฉพาะด้านด้วยเช่นกัน ซึ่งปัจจุบันเรามักจะเห็นสินค้า บริการ หรือธุรกิจเกิดใหม่ที่ตอบเทรนด์ผู้สูงวัยได้เป็นอย่างดี อาทิ ธุรกิจอาหารเพื่อสุขภาพ ธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ ธุรกิจความงาม ธุรกิจบริการสุขภาพ หรือแม้กระทั่งธุรกิจทัวร์ผู้สูงวัย เป็นต้น ธุรกิจความงามทุ่มลงทุนเทคโนโลยี เจาะตลาดสูงวัย



ปัจจุบันธุรกิจความงามจะแข่งขันกันในด้านเทคโนโลยีรวมถึงการรักษา เนื่องจากกลุ่มผู้สูงวัยส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญถึงความคุ้มค่าเป็นหลัก เน้นผลการรักษาในระยะยาว (4-5 ปี) ที่สำคัญการรักษาจะต้องไปส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันของพวกเขาด้วย โดยสัดส่วนกลุ่มผู้สูงวัยที่ซื้อบริการจากคลินิกเสริมความงามแบ่งเป็น ผู้หญิง 60% และผู้ชาย 40 ส่วนรูปแบบการเสริมความงามและการรักษาของคนกลุ่มดังกล่าวจะเน้นเทคโนโลยีควบคู่กับเทคนิคของแพทย์ และการดูแลสุขภาพภายในเป็นหลัก เช่น การเติมวิตามิน หรือฮอร์โมนที่ขาดหายไป การเติมออกซิเจนในร่างกาย หรือเพิ่มการทำงานของปอดให้มีสิทธิภาพ เป็นต้น ที่สำคัญคลินิกเสริมความงามจะต้องสร้างความรู้ความเข้าใจ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้สูงวัยด้วย หากมองในแง่ของกำลังการซื้อของกลุ่มผู้สูงวัย หรือ 60 ปี ขึ้นไป ประเมินว่าน่าจะอยู่ที่ราว 40,000 - 50,000 บาท ซึ่งรูปแบบการรักษาเรียกว่าเป็นการจัดเต็มเลยก็ว่าได้ สามารถแบ่งกลุ่มลูกค้าออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ 1. ช่วงวัย 30-40 ปี จะเข้ารับการปรึกษาและดูแลเรื่องการปรับรูปหน้าเป็นหลัก เนื่องจากได้รับอิทธิพลจากสื่อค่อนข้างมาก ส่วนเม็ดเงินที่ใช้ลงทุนในกลุ่มนี้อยู่ที่ 10,000 – 20,000 บาท (เฉพาะใบหน้า) หากรวมบุคลิกภาพร่างกายแล้วจะอยู่ที่ 40,000 – 50,000 บาท 2. ช่วงวัย 40-50 ปี จะเน้นการดูแลสภาพผิวเป็นหลัก เนื่องจากมลพิษทางอากาศที่มีผลต่อเซลล์ผิวหนัง ทำให้เกิด กระ ฝ้า การรักษาจะเป็นกลุ่มเลเซอร์เข้ามามีบทบาทมากขึ้น ส่วนงบในการดูแลของคนกลุ่มนี้เริ่มต้นที่ 10,000 บาทเป็นต้นไป 3. ช่วงวัย 50 ปีขึ้นไป จะเน้นการดูแลความหย่อนคล้อยเป็นหลัก และปัญหาอื่นๆ ตามสภาพผิวของแต่ละคน ส่วนการรักษาจะเป็นการเพิ่มความกระชับให้กลับมาเหมือนเดิม สำหรับกำลังการจ่ายของคนกลุ่มนี้จะมากกว่า 20,000 บาทขึ้นไป

หากแบ่งสัดส่วนระหว่างจำนวนคนและกำลังการใช้จ่ายออกมาเป็นเปอร์เซ็นต์แล้วจะพบว่า กลุ่มวัย 50 ปีขึ้นไป มีกำลังการจ่ายสูงที่สุด

  • ช่วงวัย 30-40 ปี จำนวนคน 60% กำลังการจ่าย 40%

  • ช่วงวัย 40-50 ปี จำนวนคน 10% กำลังการจ่าย 10%

  • ช่วงวัย 50 ปีขึ้นไป จำนวนคน 30% กำลังการจ่าย 50%

3 views